มุมคลังสินค้าที่ไม่มีใครพูดถึงนั้น กำลังดูดกระแสเงินสดอย่างเงียบ ๆ กล่องถูกจ่ายเงินไปแล้ว ความต้องการหายไปแล้ว และการนับสต็อกทุกครั้งยืนยันความจริงเดิมว่า สต็อกตายยังอยู่ตรงนั้น
สต็อกตายคือสินค้าที่มีโอกาสน้อยมากหรือแทบไม่มีโอกาสขายด้วยมาร์จินปกติ อาจเป็นสินค้าค้างฤดูกาล อะไหล่เลิกขาย สินค้าเสียหาย บรรจุภัณฑ์เก่า สินค้าคืน หรือ SKU ที่เคลื่อนไหวช้าแต่ยังถูกสั่งซ้ำเพราะความเคยชิน วิธีแก้คือกติกาที่ทำซ้ำได้เพื่อหา ระบาย และป้องกัน
สต็อกตายไม่ใช่ปัญหาพื้นที่เก็บของเป็นอันดับแรก แต่เป็นปัญหาการตัดสินใจ ยิ่งไม่มีเจ้าของการตัดสินใจนานเท่าไร สต็อกก็ยิ่งแพงขึ้น
อะไรนับเป็นสต็อกตาย
สินค้าไม่ได้ตายทันทีเมื่อขายช้าลง บางรายการอาจมีความสำคัญ เช่น อะไหล่ลูกค้าหลัก สินค้าที่ต้องมีตามข้อกำหนด หรือสินค้าที่ lead time ยาว สต็อกตายต่างออกไป เพราะมันเก่าเกินจุดที่การเติมสต็อกปกติยังสมเหตุสมผล
กฎเริ่มต้นคือ ตรวจ SKU ที่ไม่มีการขายหรือใช้ 90 วัน หยุดสั่งซ้ำจนกว่าจะทบทวนที่ 180 วัน และบังคับให้ตัดสินใจเมื่อครบ 12 เดือน ปรับเกณฑ์ตามธุรกิจ
ใน Netstock 2025 Supply Chain Planning Benchmark Report SMB 55 เปอร์เซ็นต์มีสต็อกเกินอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์, 46 เปอร์เซ็นต์บอกว่าอย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์เป็นสต็อกตาย และ 17 เปอร์เซ็นต์มีมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ นี่คือเงินทุนหมุนเวียนที่หยุดนิ่ง
ทำไมสต็อกตายแพงกว่าราคาต่อหน่วย
ต้นทุนที่เห็นชัดคือเงินที่ซื้อสินค้า แต่ต้นทุนเงียบคือพื้นที่ การจัดการ ประกัน ภาษี ความเสี่ยงเสียหาย ความล้าสมัย และเงินที่ควรไปซื้อสินค้าที่ขายเร็วกว่า
AccountingTools อธิบาย carrying cost ว่ารวม shrinkage, obsolescence, insurance, interest, taxes, space และ labor และมักประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนสต็อก สต็อกตาย 10,000 ดอลลาร์อาจกินเงินปีละประมาณ 2,000 ดอลลาร์
ต้นทุนนี้ปรากฏเป็นเงินที่ถูกล็อก พื้นที่ผิดเพี้ยน การนับที่ยุ่งขึ้น และการตัดสินใจที่เลื่อนออกไป ทุก SKU ที่ตายแล้วยังต้องนับ ย้าย กระทบยอด และอธิบาย
วิธีหาก่อนต้องตัดจำหน่าย
อย่ารอให้มีคนเห็นกล่องเก่าตอนทำความสะอาด สร้างมุมมองสต็อกตายจากข้อมูลซื้อ นับ และยอดขายที่มีอยู่แล้ว

เช็กลิสต์หาสต็อกตาย
- เริ่มจากอายุ:เรียง SKU ตามการขาย การใช้ หรือการใช้ผลิตล่าสุด
- เพิ่มมูลค่า:คูณจำนวนคงเหลือด้วยต้นทุนต่อหน่วย
- ดูรอบหมุน:เทียบวันคงคลังและ turnover กับเป้าหมายหมวดหมู่ ดู คู่มือ turnover
- แยก slow mover ที่จำเป็น:สัญญา บริการ compliance หรือลูกค้ากลยุทธ์
- หาต้นเหตุ:forecast แย่ MOQ สูง รับสินค้าไม่ดี สินค้าคืน หรือ catalog โตเกินไป
- ตั้งเจ้าของ:ทุก SKU ต้องมีผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลา
เลือกทางออกที่ถูกต้อง
การระบายสต็อกตายไม่ใช่กลยุทธ์เดียว ต้องดู demand ที่เหลือ สภาพสินค้า อายุสินค้า เงื่อนไขซัพพลายเออร์ ความเสี่ยงแบรนด์ และมูลค่าที่กู้คืนได้

ใช้เมื่อยังมี demand แต่ราคาคืออุปสรรค กำหนดวันสิ้นสุดให้ชัด
จับคู่สินค้าช้ากับสินค้าขายดีถ้าเข้ากันและยังรักษามาร์จิน
เช็กเงื่อนไขซัพพลายเออร์ก่อนลดราคา
ย้ายไป location, channel หรือกลุ่มลูกค้าที่มี demand
ใช้เมื่อกู้มูลค่าแบบปกติยาก สำหรับธุรกิจสหรัฐฯ ดู IRS Publication 526
การย้ายไปชั้นหลังมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่มีกำหนดวัน ไม่เช่นนั้นคือการเลื่อนปัญหาให้ดูเรียบร้อยขึ้น
ป้องกันไม่ให้กลับมา
สต็อกตายส่วนใหญ่เกิด upstream: MOQ ใหญ่เกินไป SKU ใหม่ไม่มี exit rule forecast มองข้าม stockout หรือโปรโมชันครั้งเดียว หรือสินค้ายกเลิกแล้วยัง active ในระบบ
ใช้ SKU rationalization เพื่อตัด variant อ่อน และใช้ inventory forecasting แยก demand จริงจาก noise ทำรายงานสต็อกตายให้เป็น routine
ทบทวนสต็อกตายรายไตรมาส
- ดึงรายงานอายุสินค้า
- จัดลำดับตามมูลค่าและพื้นที่
- เลือก action เดียว:เก็บ ลดราคา bundle คืน โอน บริจาค ระบาย รีไซเคิล หรือตัดจำหน่าย
- บล็อก reorder ที่ไม่ตั้งใจ
- แก้ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่กองสินค้า
คำถามที่พบบ่อย
สต็อกตายคืออะไร?
ควรนับว่าเป็นสต็อกตายเมื่อไร?
วิธีระบายที่ดีที่สุดคืออะไร?
จะป้องกันอย่างไร?
สต็อกตายเหมือนสต็อกเกินไหม?
สรุป
สต็อกตายแพงขึ้นเพราะทีมรอให้มันแก้ตัวเอง ซึ่งแทบไม่เกิดขึ้น ตั้งกฎอายุสินค้า ดูสินค้ามูลค่าสูงก่อน เลือกทางออกจริง และแก้นิสัยการซื้อหรือ catalog ที่สร้างกองนี้ขึ้นมา